วันหยุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขับรถ 800 กว่ากิโลเมตรกลับบ้านเกิดที่พังงา
สนทนาธรรมกับพ่อ
เล่าให้ท่านฟังเมื่อเผชิญหน้ากับกามราคะ หมิ่นเหม่กับการละเมิดศีล
 
ท่านเล่าว่า เมื่อสมัยหนุ่มๆก็เคยเผชิญหน้ากับสภาวะเช่นนั้น
มีผู้หญิงที่มีสามีแล้ว เข้ามาในห้องที่ท่านนอนอยู่ผู้เดียว เอื้อมมือมาสัมผัสที่ปลายขา
ท่านกระตุกขาหนี หลีกไปเสียจากสถานการณ์นั้น
 
ท่านเคยแนะผมไว้ครั้งหนึ่ง แต่ผมไม่ได้ฝึกมาแบบเดียวกับท่าน คือการฝึกอสุภะ
ทำให้วิธีการเผชิญหน้ากับกามราคะของผมทำได้จำกัด
กล่าวคือ เมื่อราคะเกิดขึ้นในใจและใจนั้นคลุกเคล้าอยู่กับความรู้สึกในกามนั้นแล้ว ยากที่จะกลับมามีสติได้
 
ท่านว่า เมื่อเกิดกามราคะขึ้นในใจ อสุภะกรรมฐานก็ผุดขึ้นทันที เห็นสตรีเพศเป็นเหมือนซากศพ
ชำแหละเธอเป็นส่วนๆ ไม่มีอะไรน่าอภิรมย์ ใจก็กลับมามีสติได้ในทันที
ท่านยิ้มและบอกว่าเรื่องนี้ไม่เป็นปัญหากับท่าน
 
ที่ผ่านมาผมได้แต่ฝึกเจริญสติ ให้รู้สึกอยู่ที่ปัจจุบัน
สติผมยังไม่เข้มแข็งพอ ในใจถูกเผาด้วยราคะในหญิงอื่นเป็นหลายชั่วโมง
แม้จะเจอสถานการณ์นี้แค่ครั้งเดียวในรอบหลายปีมานี้
แต่ผมคงต้องหาทางฝึกแบบพ่อดูบ้าง
 
ที่จริงผมเคยได้ยินในพระไตรปิฎก เมื่อภิกษุเห็นสตรี ผมจำได้ประมาณว่า
ท่านสอนเป็นลำดับชั้น ดังนี้
- สตรีนั้นเป็นน้องสาวเรา พี่สาวเรา มารดาของเรา
- สตรีนั้นเมื่อชำแหละเป็นส่วนๆก็ไม่มีอะไรงดงาม
- มีสติอยู่กับปัจจุบัน
 
แต่ว่าอ่านอย่างเดียวไม่พอ ต้องฝึกด้วย
 
ผมได้ข้อสรุปกับตนในเรื่่องนี้ว่า อย่าได้ดูถูกอสุภกรรมฐาน
เอาแต่ฝึกสติ ในขณะที่สติยังง่อนๆแง่น การได้ฝึกอสุภกรรมฐานจะช่วยให้ใจกลับมามีสติขึ้นได้
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet