อยู่ๆระหว่างเดินไปเดินมา ความเข้าใจเรื่องกรรมก็ปรากฎขึ้น
 
เริ่มมีโอกาสได้เดินที่ห้องรับแขกได้จริงจังก็เมื่อเช้านี้ หลังจากห้องรับแขกถูกยึดเป็นที่พักของญาติมานานเกือบสามเดือน ญาติย้ายกลับไปพักที่บ้าน ทำให้ตารางการปฏิบัติธรรมกลับเข้าไปสู่ปกติ
 
ตอนเดินช่วงแรกๆ ความคิดไหลไปข้างนอกจนรู้สึกท้อ แต่คราวนี้แทนที่จะบอกกับตนว่ามันคิดก็ปล่อยให้มันคิด กลับลองนับก้าวการเดินจงกรมดู เมื่อก้าวเท้าขวาก็นับหนึ่ง จนครบสิบเก้า เมื่อกลับตัวก็นับหนึ่ง สอง สาม แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่เมื่อเริ่มก้าวเท้าขวา ทำเช่นนี้จนถึงสิบ สติตั้งมั่นขึ้นไม่หลงคิดไปยาวๆ
 
เมื่อมันคิดขึ้นแล้วรู้ตัว เกิดความรู้ขึ้นว่า กรรมทั้งหลายที่เราสร้างขึ้นถูกบันทึกไว้ในความทรงจำ ไม่มีการกระทำใดๆที่ไม่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม กรรมที่ว่านี้ยังหมายรวมถึงความคิดที่ผุดขึ้นณ ขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นคิดดี คิดเลว หรือไม่ดีไม่เลว
ผลของกรรมปรากฎขึ้นและถูกปล่อยออกมาในรูปความคิด การเดินจงกรมหรือวิปัสสนาคือการทำความเข้าใจเรื่องกรรม โดยเพียงแค่สังเกตความคิดที่ถูกปลดปล่อยมาจากความทรงจำ มีผัสสะเป็นตัวกระตุ้นให้ความทรงจำในอดีตปรากฎขึ้น ตอนที่ความรู้ในเรื่องกรรมของตนปรากฎขึ้นนั้น ไม่ใช่การคิดไปยาวๆ แต่เป็นการรู้ทันความคิดที่ปรากฎขึ้น แล้วกลับมาอยู่กับการเคลื่อนไหว นับหนึ่ง นับสอง นับสาม เมื่อคิดไปก็รู้ ปัญญาเกิดขึ้นเมื่อรู้ทัน ความคิดเกี่ยวกับเรื่องกรรมไม่ได้เกิดขึ้นจากการจงใจคิด แต่มันสรุปเอาเองจากการเห็นความคิดเกิดขึ้น และสติกลับมาอยู่กับการรู้สึกตัว
 
และแล้วชั่วแว่บหนึ่งนั้นเอง ที่จิตมันตั้งคำถามว่าแล้วกรรมที่เราไม่ได้ก่อขึ้น แต่เป็นกรรมที่ผู้อื่นก่อขึ้นและมีผลทั้งบวกและลบต่อเราล่ะ ? จิตมันก็ตอบว่า กรรมนั้นก็เป็นของอัตภาพอื่น(ผู้อื่น)มิใช่อัตภาพนี้(ตัวแรา) กรรมของใครก็เป็นกรรมของคนนั้น แต่เมื่อใดก็ตามที่เรามีปฏิกิริยาหรือตอบโต้การกระทำนั้น กรรมของผู้นั้นกับกรรมของเราจะรวมตัวเป็น "กรรมร่วม" และกรรมร่วมนี้เองที่จะก่อให้เกิดผลแห่งกรรมและบันทึกไว้ในจิตในรูปของความจำ และจะเป็นการเริ่มต้นของการสร้างกรรมร่วมใหม่ๆขึ้นในอนาคต การเจริญสติให้อยู่กับปัจจุบันคือการชำระกรรมของเรา และไม่สร้างกรรมร่วมที่จะหวนกลับมาสร้างผลกระทบให้เราได้อีก ความเ้ข้าใจกรรมของผู้อื่นและกรรมร่วมนี้เกิดขึ้นชั่วแว่บที่จิตมันคิดและจิตมันหยุดคิดนั้นเอง
 
ทันทีที่เกิดความรู้ครั้งหลังนี้ รู้สึกเหมือนกายถูกตรึ่งให้หยุดนิ่ง จิตมาจับอยู่ที่ลมหายใจ รู้สึกถึงลมหายใจเข้า แต่เหมือนกันจิตมันมารวมกับกาย ลมหายใจออกหายไป แน่นิ่งอยู่ในอริยาบทนั้นชั่วขณะหนึ่ง
 
สภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ คล้ายๆกับตอนที่ความเข้าใจเรื่องศีลมันปรากฎขึ้นเมื่อปีก่อนโน้น แต่อาการทางกายไม่โลดโผนเหมือนครั้งนั้น
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet