164-รู้และหลง

posted on 25 Jan 2012 06:43 by taamtai
ในรอบยี่สิบวันของการบันทึกนี้ มีช่วงการปฏิบัติที่จิตตั้งมั่นเบิกบาน เห็นจิตมันผุดขึ้น เห็นจิตมันสอนจิตได้อยู่สัก 3 วัน นอกนั้นหลงบ้าง-รู้บ้างสลับกันไป มีหลายวันเหมือนกันที่เจอประเภทหลงคิดไปยาวๆ เดินจงกรมอยู่แท้ๆ รู้ตัวอีกทีคิดไปเรื่องงานยาวไปสักสิบกว่านาทีเห็นจะได้ก็มี
 
เมื่อวานตอนเย็นเดินไปได้สัก 30 นาที ความคิดมันฟุ้งไปโน่นไปนี่ มิหนำซ้ำร่างกายรู้สึกเหมือนอ่อนแรง เดินเป๋ไปเป๋มา ตัดสินใจเดินออกนอกบ้าน คว้าจอบไปขุดดินปรับสนามเสียเลย ระหว่างขุดดินก็ตามความคิดได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ช่างหัวมัน
 
เช้าตรู่นี้เอาอีกแล้ว ความคิดฟุ้งไปยาวๆกว่าจะรู้สึกตัวได้ คราวนี้เอาใหม่ฝืนเดินให้ครบหนึ่งชั่วโมง แล้วฝืนเดินต่ออีกยี่สิบนาทีแกลังมันเสียบ้าง คิดในใจว่าจิตมันฟุ้งก็ช่างมัน เดี๋ยวมันคงกลับมาอยู่ที่ปัจจุบันได้บ้างกระมัง เมื่อครบหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาทีแล้ว จิตมันสงบลง ขณะที่พนมมือแผ่เมตตา สมาธิตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน รู้สึกได้ถึงกำลังของสมาธิ วันได้แค่นี้ก็ดีแ้ล้วละ

163-จิตคือกิเลส

posted on 06 Jan 2012 06:12 by taamtai
เมื่อวาน ระหว่างเดินจงกรมมีสติอยู่กับปัจจุบันเป็นส่วนใหญ่ จิตที่ไหลฟุ้งไปเรื่องโน้นเรื่องนี้เป็นส่วนน้อย ระหว่างเดินไปเดินมานั้น ขณะหนึ่งจิตมันยกเอาคำถามที่ว่า "ตัวกิเลสมันเกิดขึ้นตรงไหน ?"  "จะละกิเลสได้ต้องละที่ใด ?"  เป็นต้น ขึ้นมาพิจารณา ความคิดมันย้อนไปสู่ข้อความหนึ่งที่หลวงปู่ดูลย์ตอบคำถามพระรูปหนึ่งที่ถามว่า "ท่านยังมีโกรธอยู่ไหม ?"  ท่านตอบว่า "มี แต่ไม่เอา" มาพิจารณา
 
คำว่า "พิจารณา" มิใช่เป็นการคิดฟุ้งไป แต่มีลักษณะเหมือนเมื่อจิตมันตั้งคำถามขึ้น มันจะย้อนเข้ามาที่ปัจจุบัน อยู่กับการเคลื่อนไหวของกาย เฝ้าตามดูสิ่งที่จิตมันคิด หรือชำเลืองดูความคิดที่มันผุดขึ้น มิใช่การตอบคำถามที่จิตตั้งขึ้นข้างต้น แต่จะคอยดูว่ามันคิดไปเรื่องอะไร และสิ่งที่เรียกว่ากิเลสมันเกิดขึ้นตรงไหน ?
 
ขณะที่เฝ้าดูจิตมันคิด มันก็จะเห็นจิตคิดแว่บไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ บางทีมันก็จะจัดกลุ่มของความคิดให้ว่า อ๋อนี่คิดไปเรื่องงาน นี่เป็นเรื่องส่วนตัว ... แล้วกลับมาอยู่ที่ปัจจุบัน แล้วทันใดนั้นเอง ระหว่างที่ก้าวเท้าซ้ายออกไปมันเกิดความรู้วาบขึ้นขณะนั้นว่า "ตัวจิตคือกิเลส" จิตมันหดมาอยู่ที่กาย รู้สึกตัวอยู่ที่กาย เกิดปิติขึ้น ขาถูกตรึ่งขึ้นอยู่ในท่านั้นสัก 3-4 นาที ระหว่างนั้นเหมือนกับการทบทวนความรู้นั้นไปมาว่า "อ้าวตัวจิตนี่หรอกหรือที่เป็นตัวกิเลสเสียเอง เอ..แต่จิตมันก็คิดดีก็ได้คิดชั่วก็ได้นี่ หรือว่าทั้งดีและชั่วก็เป็นกิเลส  อ้อ..อย่างนี้นี่เอง มิน่าเล่าการละกิเลสเสียได้จึงต้องกลับมาที่ปัจจุบันขณะ" ระหว่างที่เกิดความรู้และทบทวนความรู้นั้น มันมีสภาวะเหมือนกับจิตมันคิดไปบ้างแล้วกลับมาอยู่กับกายบ้าง จนค่อยๆเข้าสู่สภาวะปกติแล้วจึงค่อยขยับขาเดินกลับไปกลับมาดังเดิม เมื่อเริ่มขยับขาออกเดินจึงตระหนักว่าตอนยืนนิ่งนั้นนานพอสมควรเนื่องจากรู้สึกได้ถึงฝ่าเท้าที่ล้าเพราะต้องรับน้ำหนักอยู่นิ่งๆเป็นเวลานาน
 
สิ่งที่บันทึกนี้เป็นแต่เพียงบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ บางทีอาจจะไม่ตรงกับผู้ปฏิบัติท่านอื่น บางทีอาจขัดกับตำราต่างๆก็เป็นได้
 
หวนไประลึกถึงพาหิยะสูตร อย่าว่าแต่ความรู้เล็กๆน้อยๆเลย ท่านสอนเอาไว้ว่าแม้ "...เมื่อรู้แจ้ง ก็สักว่ารู้แจ้ง..." เลย คงได้แต่หมั่นเพียรเฝ้าดูความคิดมีสติให้อยู่กับปัจจุบันให้ยิ่งๆขึ้นไป
 

162-สวนธรรมของพ่อ

posted on 30 Dec 2011 05:48 by taamtai
ช่วงปีใหม่นี้ไม่ได้กลับไปเยี่ยมพ่อและแม่ที่พังงา เลยหาเวลาก่อนปีใหม่ 23-25 ธันวาคมที่ผ่านมากลับไปเยี่ยมบ้าน ครั้งนี้ผมเอาคอมพิวเตอร์กลางเก่ากลางใหม่กลับไปเพื่อให้พ่อได้ใช้พิมพ์เรื่องเกี่ยวกับธรรมะและฟังพระไตรปิฎกเสียงอ่าน
 
ปกติท่านมีเครื่องพิมพ์ดีดเก่าอยู่เครื่องหนึ่ง แต่ว่ามันใช้กับยุคนี้ไม่ได้เสียแล้ว เพราะไม่มีที่ซ่อมอีกทั้งหาม้วนหมึกสำหรับเครื่องรุ่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงสอนท่านเปิด-ปิิดเครื่อง เปิดไฟล์เวิร์ดที่ผมก๊อปวางไว้ที่เดสก์ทอป วิธีการพิมพ์และการเซฟไฟล์ ไปจนถึงการเปิดปิดไฟล์พระไตรปิฎก ตอนนี้ท่านเริ่มพิมพ์บทความธรรมะได้แล้ว ส่วนวิธีเปิดฟังไฟล์พระไตรปิฎกยังติดๆขัดอยู่ แต่เมื่อติดขัดใดๆก็ให้ท่านโทรมาถาม หากบอกว่าท่านอายุ 81 แล้วและจบแค่ประถม 4 ก็ืถือว่าบรรลุผลเกินกว่าที่คาดหมายไว้มากทีเดียว
 
 
ก่อนกลับท่านพาไปสวน ที่ซึ่งท่านใช้เป็นสถานที่สำหรับปลีกเรื่องงานและอื่นๆมาปฏิบัติธรรม ตอนนี้ท่านปรับปรุงจากขนำชั่วคราวเป็นกึ่งถาวร มีพระธุดงค์หลายรูปทราบว่าเป็นสถานปฏิบัติได้เข้ามาแวะเวียนบอกต่อกันเพื่อใช้ประโยชน์เป็นครั้งคราว ชาวบ้านคนอื่นๆโค่นสวนไม้ผลมาปลูกยางพารา แต่พ่อกลับทำในสิ่งตรงข้าม ท่านเห็นว่าผลไม้สำคัญกว่ายางพารา ท่านเห็นประโยชน์ทางธรรมมาก่อนผลทางเศรษฐกิจ
 
 
สถานนี้สำคัญกับพ่อมาก ท่านเห็นจากนิมิตว่าเคยเป็นสถานที่ปฏิบัติของพระอนาคามี ฝันว่าหลวงปู่มั่นมาแนะนำเรื่องการปฏิบัติ  ท่านอยากให้เป็นสถานที่นี้เป็นสถานปฏิบัติธรรมเล็กๆสำหรับอนาคต เลยพาผมไปดูบริเวณที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐาน ท่านปรึกษาเรื่องตำแหน่งของสวนที่จะประดิษฐานพระพุทธรูป เห็นตรงกันว่าควรอยู่ตำแหน่งสูงสุดของสวนและวางให้พระพักตร์หันมาทางทิศเหนือ ผมรับเป็นธุระในการจัดหาพระพุทธรูปหน้าตักประมาณ 2 ศอกไปติดตั้งเอาไว้ คิดว่าไม่เกินกุมภาพันธ์นี้ทุกอย่างน่าจะแล้วเสร็จ
 
ศรัทธาท่านสูงมากจริงๆ กุฎิกึ่งถาวรนั้นท่านสร้างขึ้นขณะมีอายุ 80 แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าท่านหาบอิฐบล๊อคทีละสองก้อนเดินขึ้นเขาที่ชันเกิน 45 องศา เดินแบกทรายและขนวัสดุขึ้นไปครั้งแล้วครั้งเล่า นี่คงเป็นพลังแห่งธรรมโดยแท้ ผมเองเคยวางแผนว่าจะปลีกเวลาปฏิบัติิที่วัดแถวภาคอีสาน ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว มาใช้สถานที่สวนแห่งนี้แทน
 
บุญเหลือเกินที่เกิดมาเป็นลูกและมีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมตามรอยของท่าน
 
 
 
 
 

161-ฟื้นการปฏิบัติ

posted on 20 Dec 2011 20:57 by taamtai
ย้ายกลับมาอยู่บ้านได้อีกครั้ง หลังจากน้ำในบ้านแห้งสนิท ต้องไปพักแรมอยู่ที่อื่นรวมหนึ่งเดือนกับสองสัปดาห์ ค่อยๆฟื้นการปฏิบัติ รู้สึกเหมือนกับว่าหนึ่งชั่วโมงของการเดินจงกรมยาวนานกว่าที่เคยเป็น จนต้องสลับการเดินกับการนั่งเคลื่อนไหวมือ หรือไม่ก็เดินในบ้านครึ่งชั่วโมง ออกไปเดินนอกบ้านครึ่งชั่วโมงเป็นต้น
 
เพิ่งรู้สึกว่ากำลังของสมาธิค่อยมีกำลังขึ้น ดังจะเห็นได้จากเมื่อสองสามวันก่อน ขณะเดินไปเดินมาเกิดสมาธิตั้งมั่น เห็นความคิดผุดขึ้นรู้เท่าทันความคิดมากขึ้นๆ
 
ระหว่างที่พำนักอยู่ที่อื่น โดยเหตุที่สมาธิอ่อนกำลัง ความคิดเวียนวนไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่องกำลังของสมาธิ เคยได้ฟังธรรมครั้งหนึ่ง ครูบาอาจารย์ท่านเทศนาว่าเหตุของสมาธิคือสุข เข้าใจว่ามาจากประสบการณ์การปฏิบัติของท่าน แต่ยังไม่เคยได้ยินหรือได้อ่านจากพระไตรปิฎกโดยตรง แต่แล้ววันนี้ได้มีโอกาสฟังพระไตรปิฎกเสียงอ่านระหว่างขับรถกลับบ้านได้ฟังพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อานิสังสวรรคที่ ๑ กิมัตถิยสูตร   ทำให้เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างอานิสงค์ของศีลกับสุข สมาธิไปจนถึงที่สุดของการปฏิบัติคืออรหัตผล ดังคำในพระไตรปิฎกดังนี้
 
" ดูกรอานนท์
ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์
อวิปปฏิสารมีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์
ปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์
ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็น อานิสงส์
ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์
สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิ เป็นอานิสงส์
สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์
ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็น อานิสงส์
นิพพิทาวิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็น อานิสงส์
ด้วยประการดังนี้ ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลย่อมถึงอรหัตโดยลำดับ ด้วยประการดังนี้แล ฯ "
 
การได้ฟังพระไตรปิฎก "กิมัตถิยสูตร" นี้ ยิ่งทำให้เห็นคุณค่าของศีลมากยิ่งขึ้นว่าศีลคือเหตุแห่งความสุข เหตุแห่งสมาธิ และการปรากฎขึ้นของญาณทัศนะ เป็นลำดับ
 
แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความเข้าใจเบื้องต้นที่เป็นสัมมาทิฏฐิขั้นพื้นฐานเท่านั้น เราจะเข้าใจสิ่งนี้อย่างลึกซึ้งได้ก็ด้วยการปฏิบัติของตนเป็นประการสำคัํญ
 
หมายเหตุศัพท์
อวิปปฏิสาร : ความไม่เดือดเนื้อร้อนใจ
ยถาภูตญาณทัสสนะ : ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง
นิพพิทา :ความหน่ายที่เกิดขึ้นจากปัญญาพิจารณาเห็นความจริง
วิราคะ :ความก้าวล่วงเสียด้วยดี ซึ่งกามทั้งหลาย
 
 

160-ความฝันมาเตือน

posted on 09 Nov 2011 07:40 by taamtai
ตัดสินใจโยกย้ายที่อยู่เพราะน้ำท่วมบ้านที่บางใหญ่ลึกเกินหนึ่งเมตรแล้ว หลังจากร่อนเร่หาที่อยู่ได้สักพักหนึ่งก็มาลงตัวมาพำนักแถวสะพานพระนั่งเกล้า
ด้วยข้อจำกัดของสถานที่ สภาพแวดล้อม และบรรยากาศช่วงน้ำท่วม ทำให้เวลาการปฏิบัติตามรูปแบบลดลงเหลือวันละประมาณหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น เมื่อสองสามวันก่อนตอนหัวรุ่ง ฝันว่าถูกสัตว์ร้ายตามไล่ล่าจนตื่นขึ้นมา เมื่องีบหลับไปอีกครั้งฝันว่ารถที่ใช้เป็นพาหนะประจำตัวหายไปเสียแล้ว แล้วก็ตื่นขึ้นมา ไม่ค่อยได้ฝันแบบนี้มานานมาก ฝันร้ายๆที่โผล่ขึ้นมาจึงเป็นเครื่องบ่งชี้ความเสื่อมของการปฏิบัติ หากอ้างสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปแล้วปล่อยปละละเลยการปฏิบัติคงไม่แคล้วเป็นเหยื่อให้กิเลสมารจนไม่อาจเดินทางไปสู่เป้าหมายของชีวิตที่ควรจะเป็นในที่สุด
เมื่อวานตอน 5 โมงเย็น เริ่มเดินไปไปเดินมาได้สัก 30 นาที จิตใจมันฟุ้งซ่าน ตัดสินใจเปิดประตูออกไปข้างนอก กำหนดว่าจะเดินด้วยสติไปตามถนนรัตนาธิเบศร์ ข้ามสะพานพระนั่งเกล้า ไปจนถึงศูนย์การค้าบนถนนแห่งนั้น เดินช้าๆ รู้ทันการเคลื่อนไหวของขา เฝ้าดูใจที่แว่บออกไปตามสิ่งเร้าภายนอก ตอนเริ่มขึ้นสะพานพระนั่งเกล้า จิตใจมันแย้มยิ้มเพราะความสงบภายใน เมื่อมาถึงห้างก็มื่ดค่ำแล้ว ใช้เวลาในการเดินประมาณ 1 ชั่วโมง ระยะทางใกล้ๆ 4 กิโลเมตร ประเมินว่าการเดินแบบนี้หากตั้งใจก็ได้ผลไม่แพ้การเดินไปเดินมาตามปกติเลย
ในช่วงที่อพยพนี้ จะตั้งใจหาเวลาในการปฏิบัติให้ได้อย่างน้อยสองชั่วโมงเหมือนที่เคยเป็นให้ได้ (ไม่รู้จะทำได้สักแค่ไหน) ขอบคุณความฝันที่มาเตือนจิตเตือนใจให้ไม่ละเลยความตั้งใจในการปฏิบัติของตัวเอง